การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษาของผู้ป่วย จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมไปถึงขนาดและตำแหน่ง ระยะของมะเร็ง โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกครั้ง และภาวะสุขภาพโดยรวม ณ ปัจจุบันของผู้ป่วย แพทย์เฉพาะทางที่ดีจะอธิบายทางเลือกการรักษาที่สามารถให้ได้แก่ผู้ป่วย นี่เป็นโอกาสสำหรับผู้ป่วยในการถามคำถาม และรับคำแนะนำในการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่จะช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย

เครดิตฟรี

ทางเลือกการรักษานั้นประกอบไปด้วย เคมีบำบัด รังสีบำบัด และการผ่าตัด

การผ่าตัด

เป็นวิธีที่พบได้บ่อยที่สุดในการรักษา เนื้อร้ายที่ติดเชื้อและต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงจะถูกผ่าออก ศัลยแพทย์จะผ่าต่อมน้ำเหลืองออก เพราะต่อมเหล่านั้นเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้มะเร็งจะลุกลามออกไป

ลำไส้มักจะถูกเย็บติดด้วยกันเหมือนเดิม ในบางกรณี ลำไส้ตรงส่วนปลายลำไส้ใญ่อาจต้องถูกตัดออกทั้งหมด จากนั้น จะมีการนำถุงลำไส้เข้าไปใส่เพื่อช่วยการระบายของเสีย ถุงลำไส้ใหญ่จะกักเก็บอุจจาระ และโดยทั่วไปจะใช้เพียงชั่วคราว บางครั้งมันอาจจะต้องอยู่แบบ ถ้าไม่สามารถที่จะปิดส่วนปลายลำไส้ได้

ถ้าหากมะเร็งนั้นถูกวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ การผ่าตัดอาจเป็นการรักษาอย่างเดียวที่จำเป็น ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แม้ว่าการผ่าตัดจะไม่ได้รักษาผู้ป่วย แต่มันจะช่วยบรรเทาอาการได้

เคมีบำบัด

เคมีบำบัด (Chemotherapy) จะเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์ก่อมะเร็ง เป็นสิ่งที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายสำหรับการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ มันอาจถูกนำมาใช้ก่อนการผ่าตัดเพื่อพยายามที่จะย่อขนาดเนื้องอกลง งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ขั้นรุนแรง ซึ่งได้รับเคมีบำบัด และผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวที่มีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถช่วยลดความเป็นไปได้ในการกลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้งและการเสียชีวิตลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

สล็อต

รังสีบำบัด

รังสีบำบัด (Radiotherapy) เป็นการใช้คลื่นรังสีพลังงานสูงในการทำลายเซลล์มะเร็ง และยังช่วยในการป้องกันเซลล์พวกนั้นไม่ให้แตกตัว การรักษาประเภทนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Rectal cancer) ซึ่งมันอาจถูกนำมาใช้ก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของเนื้องอก หลังการผ่าตัด หมออาจจะสั่งให้มีทั้งการบำบัดทางเคมีและรังสี เพื่อช่วยในการลดความเสี่ยงของการกลับมาของโรคอีกครั้ง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง
การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองแบบไหนที่สามารถช่วยจัดการกับ มะเร็งลำไส้ใหญ่
ไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองเหล่านี้อาจช่วยหลีกเลี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้

การตรวจร่างกายทั่วไป
โดยเฉพาะหากคุณเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมาก่อน หากคุณมีอายุเกิน 60 หากมีบุคคลในครอบครัวที่เคยมีประวัติกับมะเร็งประเภทนี้ หากคุณเป็นโรคโครห์น (Crohn’s disease – กลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง) ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวการตรวจควรเริ่มหลังจากมีอายุเกิน 50 ปี

โภชนาการ
ให้แน่ใจว่ามื้ออาหารของคุณอุดมไปด้วยไฟเบอร์จำนวนมาก ผัก ผลไม้ และคาร์โบไฮเดรตคุณภาพสูง รักษาระดับการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อที่ผ่านกระบวนการให้น้อยที่สุด หรือหยุดการบริโภคเนื้อเหล่านั้นทั้งคู่ เปลี่ยนจากไขมันอิ่มตัวเป็นไขมันคุณภาพดี เช่น อะโวคาโดน้ำมันมะกอก น้ำมันปลา และถั่ว อย่างไรก็ตาม งานวิจัยได้ค้นพบว่าแม้คนทานมังสวิรัติจะมีความเสี่ยงโดยรวมน้อยกว่าในการเกิดโรคมะเร็ง แต่ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะมีมากกว่าคนที่กินเนื้อ

สล็อตออนไลน์

การออกกำลังกาย
ออกกำลังกายเป็นประจำ การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายแบบหนักปานกลางเป็นประจำมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

น้ำหนักตัว
รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี การเข้าสู่สภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลายชนิด รวมไปถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทหวารหนัก

หากมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษากับแพทย์ของท่าน เพื่อเข้าใจวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับตัวท่านเอง

อาการลำไส้ขี้เกียจ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายคุณนั้นไม่เป็นไปตามเวลา ท้องไส้ปั่นป่วน ในบางครั้งก็มีอาการท้องผูก และท้องเสียร่วมด้วย จนต้องพึ่งยาระบายเป็นตัวช่วยเสริม แถมยังเสียเวลาไปกับการวิ่งเข้า วิ่งออก จากห้องน้ำแทบทั้งวัน มารู้ถึงการรักษาสุขภาพลำไส้ ในบทความนี้ที่ Hello คุณหมอ ได้มานำฝากกัน

อาการลำไส้ขี้เกียจ มีสาเหตุมาจากอะไร ?
อาการลำไส้ขี้เกียจ (Colonic inertia) เกิดมากจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร หรือมีสิ่งรบกวนบางอย่างเข้าไปทำให้ลำไส้เกิดการอุดตัน อาจมีสาเหตุมาจากการใช้ยาลดกรด หรือยาระบายบ่อยครั้ง ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนมมากเกินไป และการดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการท้องผูก ท้องอืด และท้องเสียได้

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าลำไส้ของคุณกำลังมีปัญหา
อาการจะรุนแรงมาก หรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่อเกิดอาการดังต่อไปนี้

jumboslot

เริ่มรู้สึกถึงการขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่น ท้องผูกท้องร่วง เป็นระยะเวลานานหลายวัน
อาการปวดท้อง
คลื่นไส้ อาเจียน
อุจจาระมีการปะปนของเลือด
วิธีรักษาอาการลำไส้ขี้เกียจ ให้กลับมาปกติดังเดิม
ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยลดปริมาณอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนม รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง และดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ก่อนเกิดอาการรุนแรง เพราะหากคุณปล่อยไว้จนถึงขั้นเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดลำไส้ได้เลยทีเดียว

ยา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำการใช้ยาระบายเพื่อรักษาอาการท้องผูกในเบื้องต้น และคอยติดตามอาการของคุณอย่างใกล้ชิด เพราะยาระบาย อาจไปทำความเสียหายให้แก่ระบบประสาท และกล้ามเนื้อของลำไส้ส่วนล่างจนถึงลำไส้ใหญ่

ฝึกการขับถ่ายด้วยเครื่องไบโอฟีดแบค (Biofeedback)
เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ขับถ่ายเป็นเวลา และขับถ่ายออกได้ง่ายขึ้น โดยการวัดแรงดันการบีบตัว และการคลายตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ที่จะแสดงออกมาบนหน้าจอเครื่อง เรียกง่ายๆ ว่า การวัดแรงเบ่งอุจจาระ

การผ่าตัด
กรณีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังเท่านั้น การผ่าตัดเป็นการนำส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของลำไส้ใหญ่ เพื่อเชื่อมลำไส้เล็กเข้าสู่ช่องรูทวาร เป็นการนำไปสู่การขับถ่ายที่ดี

slot

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่

หมอจะใช้กล้องส่องมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colonoscope) ซึ่งมีขนาดยาวกว่ากล้องส่องลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (sigmoidoscope) กล้อง colonoscope เป็นกล้องที่เรียวยาวและยืดหยุ่น ซึ่งมีท่อต่อกับกล้องวิดีโอและจอภาพ หมอจะสามารถเห็นลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงส่วนปลายได้ทั้งหมด ติ่งเนื้องอกใดๆ ก็ตามที่พบระหว่างการตรวจ จะถูกตัดออกมา บางครั้งก็จะเป็นการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อนำมาตรวจพิสูจน์ การตัดเนื้อเยื่อเพื่อนำมาตรวจไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บ

แม้ว่าการส่องแบบนี้จะไม่มีอาการเจ็บ ผู้ป่วยบางคนก็อาจได้รับยากล่อมประสาทระดับอ่อนๆ เพื่อให้รู้สึกสงบ ผู้ป่วยอาจได้รับยาระบายแบบน้ำจำนวนมาก เพื่อทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ การตกเลือด และการเกิดรูบนผนังลำไส้ เป็นอาการแทรกซ้อนที่อาจเป็นไปได้ แต่ก็เกิดขึ้นได้ยากมาก

คอมพิวเตอร์สแกนลำไส้ใหญ่ (การสแกนภาพแบบเหมือนจริง)

เครื่องสแกนด้วยคอมพิวเตอร์ ถูกนำมาใช้ในการสร้างรูปภาพของลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยจำเป็นต้องทำความสะอาดลำไส้ใหญ่เพื่อให้การตรวจนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากเจอสิ่งผิดปกติใดๆ ผู้ป่วยจึงค่อยรับการส่องกล้องแบบปกติต่อไป การศึกษาพบว่าการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเครื่องสแกนคอมพิวเตอร์อาจเป็นทางเลือกที่รุนแรงน้อยกว่า เจ็บน้อยกว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และอาจให้การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำกว่า

สแกนด้วยอัลตร้าซาวนด์

คลื่นเสียงจะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยแสดงให้เห็นว่ามีการลุกลามของมะเร็งไปยังส่วนอื่นของร่างกายหรือไม่

การตรวจด้วยเครื่อง MRI

MRI (Magnetic resonance imaging) จะทำให้เห็นภาพแบบสามมิติของลำไส้ และอาจช่วยหมอในการวินิจฉัยโรค