อาการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง

เมื่อผิวหนังรอบเล็บเกิดการหลุดลอกออก จนทำให้คุณจำเป็นต้องดึงหรือตัดออกอยู่บ่อยครั้ง สัญญาณเบื้องต้นเหล่านี้อาจกำลังบ่งบอกว่าคุณอาจเสี่ยงมีภาวะ เล็บติดเชื้อ อยู่ก็เป็นได้ บทความวันนี้ จึงขอนำพาทุกคนให้ได้ร่วมทำความรู้จักกับอาการดังกล่าวให้มากขึ้น เพื่อเรียนรู้ถึงวิธีป้องกัน และการรักษาเบื้องต้น ก่อนเกิดการติดเชื้อลุกลามอย่างรุนแรง

เครดิตฟรี

อาการ เล็บติดเชื้อ มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง
เล็บติดเชื้อ (Paronychia) คือ การติดเชื้อจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Streptococcus pyogenes และ Staphylococcus aureus ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่บริเวณผิวหนังโดยรอบ จนถึงภายในเล็บ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาจมีสาเหตุมาจากที่เล็บของเรานั้นประสบกับอุบัติเหตุต่าง ๆ รวมถึงยังอาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของเราเองได้ด้วยเช่นกัน อย่างการกัดเล็บ ประตูหนีบนิ้ว หรือการตัดเล็บกินเนื้อจนเกินไป เป็นต้น เพราะสาเหตุดังกล่าว อาจทำให้แบคทีเรียเข้าไปแทรกยังเนื้อเล็บชั้นในจนทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น โดยส่วนมากอาการของเล็บติดเชื้อที่ผู้คนมักประสบมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

เล็บติดเชื้อแบบเฉียบพลัน (Acute paronychia)
เล็บติดเชื้อแบบเฉียบพลัน เป็นการติดเชื้ออย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง เมื่อคุณได้รับเชื้อแบคทีเรีย แต่การติดเชื้อประเภทนี้มักไม่แพร่กระจายลงไปเข้าสู่นิ้วของคุณ ซึ่งอาจสามารถทำให้คุณฟื้นฟูสุขภาพเล็บกลับมาเป็นดังเดิมได้ค่อนข้างไว

เล็บติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic paronychia)
กรณีนี้อาจทำให้อาการเล็บติดเชื้ออยู่คู่กับคุณได้นานถึง 6 สัปดาห์ และมีความร้ายแรงกว่าประเภทเล็บติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ผู้ที่มักประสบกับอาการเล็บติดเชื้อแบบรุนแรงนั้น จะชอบคลุกคลีอยู่กับความชุ่มชื้น หรือทำงานเกี่ยวข้องกับน้ำเป็นเวลานาน เพราะความชื้นถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการกระตุ้นให้แบคทีเรียเจริญเติบโต จนนำมาสู่อาการเล็บติดเชื้อได้

สล็อต

สัญญาณเตือนเบื้องต้น ของผิวหนังรอบบริเวณเล็บ
หากคุณสัมผัสได้ว่า สุขภาพเล็บของคุณช่วงนี้เริ่มไม่สู้ดีนักและอาจไม่รู้สาเหตุหรือความเป็นมาแต่อย่างใด โปรดเช็กสัญญาณเตือนเหล่านี้เสียก่อน ว่าคุณกำลังมีอาการใกล้เคียงกับภาวะเล็บติดเชื้อ หรือไม่ เพื่อที่จะได้ค้นหารายละเอียดในการรักษาปรับปรุงสุขภาพเล็บของคุณต่อไป

รู้สึกผิวหนังรอบเล็บบวมแดงขึ้น
แผลพุพองเต็มไปด้วยหนอง
สีผิว หรือพื้นผิวเล็บเปลี่ยนแปลงไป
เล็บ และผิวหนังหลุดลอก หรือได้รับความเสียหาย
วิธีการรักษา และฟื้นฟูผิวหนังจาก อาการเล็บติดเชื้อ
การรักษาอาการเล็บติดเชื้อ อาจแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งสำหรับผู้ที่จัดอยู่ในประเภทที่ไม่ร้ายแรงมากนั้น อาจเริ่มบรรเทาอาการได้ด้วยการนำนิ้วมือ หรือนิ้วเท้าที่ประสบไปแช่ลงในน้ำอุ่น 3-4 ครั้งต่อวัน และทำการใช้ยาปฏิชีวนะที่สามารถหาซื้อได้จากเภสัชกรตามร้านขายยาทั่วไป

สล็อตออนไลน์

แต่หากเกิดอาการเรื้อรังขึ้น คุณควรเข้ารับการรักษา หรือขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะบางครั้งผู้ที่มีหนองร่วมบริเวณผิวหนังรอบเล็บ แพทย์อาจจะต้องจำเป็นทำการเจาะระบายหนองเหล่านั้นออก พร้อมทั้งจำหน่ายยาต้านเชื้อราให้คุณไปทาร่วมด้วย เพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียไปยังบริเวณเล็บอื่น ๆ อีกได้

Cellulitis (เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ) คือ ภาวะติดเชื้อบริเวณผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ส่งผลให้มีอาการบวมแดง ปวด หรือร้อนบริเวณที่มีการติดเชื้อ บางรายอาจมีไข้หรืออาการอื่น ๆ ร่วมด้วย แต่ในกรณีที่รุนแรง การติดเชื้ออาจแพร่กระจายสู่กระแสเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนบนร่างกาย แต่มักเกิดบริเวณขา โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจเข้าสู่ร่างกายผ่านทางรอยแผล รอยแตก หรือผิวหนังที่บอบบาง

อาการของ Cellulitis คือ บริเวณที่ติดเชื้อจะมีอาการบวม แดง และมีแนวโน้มขยายเป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังนี้

มีไข้
มีอาการปวดภายใน 1-2 วันแรกที่เริ่มเกิดอาการ และเจ็บเมื่อถูกกดหรือสัมผัสโดนบริเวณนั้น
รู้สึกอุ่นหรือร้อนบริเวณที่เกิดการติดเชื้อ
เกิดแผล หรือมีผื่นขึ้นบริเวณที่เกิดอาการ และอาจขยายตัวลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
เกิดรอยบุ๋มบริเวณผิวหนัง
ปวดกล้ามเนื้อ
ทั้งนี้ หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมกับอาการข้างต้น ควรรีบไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะเชื้ออาจแพร่กระจายสู่ส่วนอื่น หรืออาจเข้าสู่กระแสเลือดจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

jumboslot

มีไข้สูง หนาวสั่น ตัวซีด
ผิวมีสีม่วงขึ้นเป็นหย่อม ๆ
หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
ร่างกายไม่ตอบสนอง หรืออาจหมดสติ
สาเหตุของ Cellulitis
Cellulitis เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ชนิดที่พบได้บ่อย คือ สเตรปโทคอกคัส (Streptococcus) และสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) เชื้อเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังที่เกิดรอยแยกหรือรอยแตก เช่น ผิวหนังแห้งแตกจากสภาพอากาศหรือมีผิวบอบบาง มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในแผล มีรอยแผลจากการผ่าตัด ถูกแมลงหรือสัตว์กัด เป็นต้น ซึ่งบางครั้งรอยแตกนั้นอาจเล็กเกินกว่าจะสังเกตเห็นหรือรู้สึกได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทันได้ระวังตัวจนเป็นเหตุให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น โดย Cellulitis ไม่ใช่โรคติดต่อ เพราะเป็นการติดเชื้อที่ผิวหนังชั้นใน จึงไม่สามารถรับเชื้อมาจากผู้อื่นได้

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิด Cellulitis ได้ มีดังนี้

เกิดแผลบริเวณผิวหนัง ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ เช่น มีรอยตัด รอยแตก แผลไฟไหม้ เป็นต้น
เป็นโรคผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ น้ำกัดเท้า เป็นต้น
มีน้ำหนักมากเกินมาตรฐาน
มีประวัติเคยเป็น Cellulitis มาก่อน
ได้รับยาผ่านการฉีดเข้าเส้นเลือดดำโดยตรง
เป็นโรคตับ เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ เป็นต้น
มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต เช่น เลือดไปเลี้ยงแขนและขาไม่เพียงพอ เส้นเลือดขอด ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนไม่ดี เป็นต้น
เป็นโรคหรือภาวะที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น โรคเบาหวาน การใช้ยาบางชนิดที่อาจทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นต้น

slot

การวินิจฉัย Cellulitis
สำหรับการวินิจฉัย Cellulitis นั้น แพทย์สามารถทำได้โดยซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป และตรวจดูบริเวณที่มีอาการ โดยบางกรณีอาจมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยการเอกซเรย์หาสิ่งแปลกปลอมบริเวณที่เกิดอาการ การตรวจเลือดดูการติดเชื้อ และการเจาะนำตัวอย่างของเหลวในบริเวณที่เกิดอาการไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

การรักษา Cellulitis
การรักษา Cellulitis ในเบื้องต้น แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานตามความรุนแรงของอาการ แรกเริ่มอาจให้รับประทานยาประมาณ 7-14 วัน แต่ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจต้องรับประทานยานานกว่านั้น โดยแพทย์จะคอยดูแลอาการควบคู่ไปด้วย ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับยาภายใน 2-3 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้น มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือมีไข้สูงร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจต้องรับยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าเส้นเลือดโดยตรงพร้อมทั้งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ดูแลอาการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจบรรเทาอาการด้วยตนเองที่บ้านควบคู่ไปกับการรักษาจากแพทย์ เพื่อช่วยให้อาการหายเร็วขึ้น โดยอาจปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ
หยุดใช้งานอวัยวะหรือบริเวณที่มีการติดเชื้อ
ควรยกบริเวณที่มีอาการให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจขณะนอนหรือนั่ง เพื่อลดอาการบวม โดยอาจใช้หมอนรองไว้บริเวณที่มีอาการ
รับประทานยาพาราเซตามอลหรือยาไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาอาการปวด
หมั่นขยับข้อต่อที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่เกิดอาการ เพื่อป้องกันอาการข้อฝืด เช่น ข้อเท้า ข้อมือ หัวเข่า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรุนแรงมาก ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดนำเนื้อเยื่อที่ตายออกไปและดูดหนองออกจากแผล เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น