ยาคุมกำเนิดช่วยลดสิวจริงหรือไม่

สิว มาจากสาเหตุหนึ่งของการระคายเคืองที่ผิวหนัง ซึ่งมีได้ตั้งแต่ในระดับที่อ่อนไปจนถึงรุนแรง โดยมักจะมีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของ แอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย แต่สามารถพบได้ในเพศหญิงเช่นกัน แอนโดรเจนจะทำให้ต่อมไขมันผลิตไขมันและน้ำมันออกมามากขึ้น หากคุณเป็นผู้หญิงที่มีสิวแล้วล่ะก็ ยาคุมกำเนิดช่วยลดสิว ได้เนื่องจากฮอร์โมนสังเคราะห์ที่พบในยาคุมกำเนิดบางชนิด สามารถช่วยลดการหลั่งไขมันจากต่อมไขมันได้

เครดิตฟรี

สาเหตุการเกิดสิวในผู้หญิง
เข้าสู่วัยรุ่น ในช่วงการเติบโตร่างกายผู้หญิงจะสร้างฮอร์โมนขึ้นมาเรียกว่าแอนโดรเจนซึ่งฮอร์โมนนี้จะไปเพิ่มการเติบโตของต่อมไขมันซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว
ประจำเดือน ในช่วงที่เป็นประจำเดือนจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาจจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมน แอนโดรเจน มากขึ้น
อาหาร ซึ่งจริงๆแล้วการกินไม่ใช่สาเหตุของสิวแต่การเลือกกินอาหารที่ไม่ดี มีส่วนช่วยทำให้เกิดสิวได้ เช่น การกินอาหารที่มีปริมาณไขมัน น้ำมัน และน้ำตาลสูงจะทำให้เกิดสิวง่ายขึ้น การกินผลไม้และผักสด จึงสามารถช่วยลดการเกิดสิวได้
สิวมีกี่ประเภท?
หลังจากที่ทราบสาเหตุของการเกิดสิวไปแล้ว คราวนี้ลองมาดูกันว่า สิวนั้นมีกี่ประเภทด้วยกัน

สิวหัวดำ
สิวหัวขาว
สิวเม็ดเล็กๆ มีสีแดง ลักษณะคล้ายยุงกัด
สิวหัวช้าง
สิวที่เห่อขึ้นมาพร้อมกันทีละมากๆ และทิ้งรอยแผลเอาไว้ เมื่อหัวหลุดออก
ยาคุมกำเนิดช่วยลดสิว
สิวเกิดจากการที่ไขผิวหนัง(Sebum) ผลิตไขมันส่วนเกิน ซึ่งเป็นน้ำมันที่ทำจากต่อมในผิวหนังของคุณ พร้อมกับเซลล์ผิวหนัง ไขมันผิวหนังสามารถอุดตันรูขุมขนได้และส่งเสริมให้แบคทีเรียมีการเจริญเติบโตและก่อให้เกิดสิว แต่ฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดช่วยรักษาสิวได้ เพราะจะมีตัวยาที่ช่วยลดการเกิด แอนโดรเจน ที่มีหน้าที่ในการผลิตไขมัน ซึ่งจะทำให้มันลดการผลิตลง

สล็อต

ยาคุมกำเนิดที่จะลดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องประกอบไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน หากยาคุมกำเนิดที่มีเพียงตัวใดตัวหนึ่งจะไม่ช่วยในการลดสิว ต้องมีทั้ง 2 ตัวนี้เท่านั้น จากการทดลองทางคลินิกในหลายๆ ครั้งได้แสดงให้เห็นว่า การใช้ยาคุมกำเนิดแบบผสมผสานช่วยให้สิวผื่นลดลง มีการอักเสบที่น้อยลง และลดความรุนแรงของสิว

ประเภท ยาคุมกำเนิดช่วยลดสิว
ยาคุมกำเนิดเพียง 3 ประเภทเท่านั้น ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา(FDA) สำหรับการรักษาสิว ทั้งสามตัวเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดที่ “รวมกัน” ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ในความจริงแล้วหากยาคุมกำเนิดที่มีเพียงฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสามารถทำให้สิวแย่ลงได้ ซึ่งยาทั้ง 3 ที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

Ortho Tri-Cyclen โดยใช้เอสโตรเจนร่วมกับโปรเจสติน เรียกว่า Norgestimate progestin ซึ่งเป็นยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ที่สังเคราะห์ขึ้น ยาสามารถใช้ได้กับโปรเจสตินที่แตกต่างกันออกไป จากการศึกษาพบว่าสามารถรักษาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Estrostep ใช้เอสโตรเจนร่วมกับโปรเจสติน เรียกว่า นอร์อิทิสเตอโรน (Norethindrone) ซึ่งจะใช้ยาในปริมาณที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปริมาณของเอสโตรเจน
YAZ ใช้เอสโตรเจนร่วมกับฮอร์โมนสังเคราะห์จาก โปรเจสติน เรียกว่า ดรอสไพรีโนน(Drospirenone) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้สรุปว่ายาคุมกำเนิดที่มี Drospirenone อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดเมื่อเทียบกับยาที่มี โปรเจสตินอื่นๆ หรือยี่ห้ออื่น ๆ ที่มี ดรอสไพรีโนน ได้แก่ Beyaz Gianvi Loryna Ocella Safyral Syeda Yasmin และ Zarah ในส่วนของการรักษาสิวมีประสิทธิภาพในการรักษาระดับปานกลางและระบุว่าเป็นการรักษาสิวสำหรับผู้หญิงอายุ 14 ปีขึ้น

สล็อตออนไลน์

ความเสี่ยงของการกินคุมกำเนิด
ปัจจุบันยาคุมกำเนิดมีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนต่ำกว่าในอดีต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการแพทย์ลง แต่อย่างไรก็ตามผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง เช่น หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และอันตรายจากเลือดที่จับตัวเป็นก้อนที่ขาและปอด

นอกจากนี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ปัญหาหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ โรคตับและถุงน้ำดี ปวดศีรษะไมเกรน ภาวะซึมเศร้าและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์

กลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด
การเลือกใช้ยาคุมกำเนิด ต้องคำนึงถึงประวัติทางการแพทย์ของตัวเราเองด้วย บางครั้งอาจจะก่อให้เกิดอาการที่เลวร้ายลงไปหากใช้ยาคุมกำเนิด หากคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด

เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจความดันโลหิตสูง เป็นลิ่มเลือดในขาและปอด
มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด เช่น มีภาวะ V Leiden deficient
เคยป่วยเป็นมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งเต้านมมะเร็งมดลูก และมะเร็งตับ
โรคตับ เบาหวานหรืออาการปวดหัวไมเกรน
สูบบุหรี่ติดต่อมากกว่า 35 ปี
กำลังตั้งครรภ์หรือเลี้ยงลูกด้วยนม
มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือพิการทางร่างกาย

jumboslot

ยาฮอร์โมนรักษาสิว ทำงานอย่างไร
มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าฮอร์โมนเพศมีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีฮอร์โมนเพศชายหรือแอนโดรเจนเกิน แอนโดรเจนจะกระตุ้นต่อมไขมันในผิวหนังให้ผลิตไขมัน และทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขนจึงเกิดสิวอุดตันและเกิดการอักเสบตามมา การที่สิวตอบสนองต่อยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานและกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายเป็นหลักฐานที่สำคัญในทางคลินิกที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของฮอร์โมนในการรักษาสิว นอกจากนี้ยังพบว่า ฮอร์โมนยังมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาสิวในผู้หญิงแม้จะมีระดับแอนโดรเจนปกติ

หลักในการพิจารณาการใช้ยาฮอร์โมนรักษาสิว
โดยทั่วไปพิจารณาใช้ในผู้ป่วยกลุ่มต่อไปนี้ ได้แก่ ผู้ที่มีฮอร์โมนเพศชายเกิน ผู้ที่เป็นสิวในช่วงอายุมากกว่า 25 ปี หรือที่เรียกว่าสิววัยผู้ใหญ่ มีการกระจายของสิวเด่นบริเวณกราม สิวที่มาพร้อมกับการมีประจำเดือน สิวอุดตันที่มีภาวะต่อมไขมันทำงานเกินร่วมด้วยและสิวที่ดื้อต่อการรักษาแบบดั้งเดิม หรือการรักษาแบบดั้งเดิมใช้ไม่ได้ผล เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรมีการวางแผนครอบครัวก่อนที่จะเริ่มการรักษาด้วยฮอร์โมนเสมอ เนื่องจากผู้ป่วยจะต้องรับประทานฮอร์โมนเป็นระยะเวลาติดต่อกันค่อนข้างนาน อย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือนจึงจะเห็นผลการรักษา ซึ่งจะมีผลให้มีการเว้นระยะของการมีบุตร และควรมีการประเมินเกี่ยวกับโรคของต่อมไร้ท่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ป่วยสิวมีอาการที่ส่อว่ามีระดับฮอร์โมนเพศชายสูงร่วมด้วย เช่น ขนดกและเกิดผิดที่ มีภาวะผมบางตามกรรมพันธุ์ มีลักษณะเพศชายเด่น มีภาวะอ้วนลงพุง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ เป็นหมัน เป็นสิวรุนแรงฉับพลัน หรือเป็นสิวที่ไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาแบบดั้งเดิม เป็นต้น

slot

ประเภทของฮอร์โมนรักษาสิว
ฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาสิวสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ

  1. สารยับยั้งการสังเคราะห์แอนโดรเจน
    สารยับยั้งการสังเคราะห์แอนโดรเจน ได้แก่ อนุพันธุ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน ข้อควรพิจารณาด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดในการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน คือ โอกาสในการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด ส่วนผลข้างเคียงที่พบบ่อยอื่นๆ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ ความผิดปกติของรอบประจำเดือน น้ำหนักขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน คือ อาการซึมเศร้า การเกิดถุงน้ำในรังไข่ และ มะเร็งเต้านม จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานในการรักษาสิวเสมอ
  2. สารต้านการทำงานของตัวรับแอนโดรเจน
    โดยยาในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้บ่อยที่สุดทางคลินิก คือ สไปโรโนแลกโตน (Spironolactone) ผลข้างเคียงที่สำคัญของสไปโรโนแลกโตน คือ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ กดเจ็บบริเวณเต้านม ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะลดลงเมื่อใช้ร่วมกับยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังคือ ยาทำให้มีโพแทสเซียมสูงซึ่งจะต้องคอยติดตามและตรวจสอบเป็นระยะและความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดในทารกเพศชาย ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้ยาคุมกำเนิดร่วมกับยาสไปโรโนแลกโตน เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เสมอ และการใช้ยานี้ควรอยู่ในการกำกับดูแลของแพทย์

แนวทางการพิจารณาใช้ยาฮอร์โมนรักษาสิว
การใช้ยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมน และอนุพันธ์กรดวิตามินเอ ถือเป็นแนวทางหลักของการรักษาสิวที่มีความรุนแรงระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้หญิง การพิจารณาว่าจะเริ่มรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวนะหรือฮอร์โมนนั้นขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ประวัติการล้มเหลวหรือตอบสนองต่อการรักษาคราวก่อนๆ ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงจากยา การมีภาวะแอนโดรเจนเกิน รวมทั้ง ความต้องการที่จะคุมกำเนิดของผู้ป่วย เป็นต้น ดังนั้น ก่อนเริ่มการรักษาสิวด้วยยาฮอร์โมนจึงควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด