หูดฝ่าเท้าเกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคผิวหนัง เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ระดับความรุนแรงก็มีตั้งแต่ เป็นสิว ไปจนถึงเป็นมะเร็งผิวหนัง ซึ่งอาจจะทำให้เรารู้สึกคัน ปวดแสบปวดร้อน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง นอกจากนี้ยังมี หูดฝ่าเท้า ที่เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่ไม่ได้มีอาการเจ็บปวดสักเท่าไร แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้กับผู้ที่เป็นอยู่ไม่น้อย โดยหูดจะมีขนาดแตกต่างกันไป ซึ่งมีข้อมูลที่น่ารู้ดังต่อไปนี้

เครดิตฟรี

หูดฝ่าเท้า คืออะไร
หูดฝ่าเท้า (Plantar wart) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในชั้นบนสุดของผิวหนัง ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่เรียกว่า Human Papilloma Virus (HPV) ซึ่งมีลักษณะเป็นไต แผ่นหนาแข็ง และด้าน มักปรากฏบนส้นเท้าหรือบริเวณที่มีการลงน้ำหนักที่เท้า โดยแรงกดที่ลงที่เท้านี้ก่อให้เกิดหูดขึ้นข้างในผิวเท้า

บางคนเข้าใจว่า หูดฝ่าเท้า เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง จริงๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอันตราย หรือก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพที่รุนแรง ประมาณ 2 ปีมักจะหายไปเองโดยไม่ต้องรับการรักษา แต่อาจจะเกิดอาการระคายเคืองหรือปวดบ้าง หากกดไปบนบริเวณที่เป็น ถ้าคุณมีปัญหาผิวหนังคล้ายหูด ควรปรึกษาแพทย์หากต้องการเอาหูดออก เพื่อป้องกันอาการอักเสบหรือติดเชื้อ

ลักษณะของหูดฝ่าเท้า
หูดฝ่าเท้าที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นหูดที่มีขนาดเล็กๆ เท่าเมล็ดข้าวโพด แต่บางครั้งก็มีการเจริญเติบโตจนใหญ่ขึ้น และกระจุกอยู่บริเวณเดียวกัน ในบางจุดของหูดจะมีสีดำเล็กๆ ปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดเล็กๆ ไปโตอยู่ในหูดทำให้เกิดเป็นจุดๆ สีดำ หูดที่เท้ามักจะไม่เป็นตุ่มนูนขึ้นอยู่เหนือผิวหนัง แต่จะแบนราบลงไป เพราะเกิดจากการกดทับจากการเดินและลงน้ำหนักที่เท้า

สล็อต

การติดต่อของหูด
หูดมีการแพร่กระจายเชื้อจากคนสู่คน ซึ่งเป็นการติดต่อกันอย่างอ้อมๆ เช่น เด็กที่เป็นหูดที่มือมีการแตะพื้นผิวสนามเด็กเล่นเมื่อเด็กคนอื่นสัมผัสทำให้เกิดการแพร่เชื่อ หรือคนที่เป็นหูดที่เท้าใช้ห้องอาบน้ำโดยไม่สวมรองเท้า เมื่ออีกคนใช้ห้องอาบน้ำต่ออาจส่งผลให้พัฒนาเป็นหูดได้ แต่ความเสี่ยงที่จะติดอาการหูดจากมือหรือเท้าจากคนอื่นนั้นมีน้อยมาก

ความเสี่ยงของการติดหูดก็จะแตกต่างกันไปออกไปในแต่ละคน ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็จะง่ายต่อการติดเชื้อ แต่ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงก็จะปลอดภัยกว่า

การรักษาหูด
โดยปกติแล้วไม่เป็นอันตรายและจะหายไปเอง แต่หากว่าคุณมีความกังวลและต้องการที่จะกำจัดออกก็สามารถใช้วิธีการรักษาแบบโรคผิวหนังทั่วไป ดังนี้

ใช้พลาสเตอร์ยาพันรอบๆ บริเวณที่เป็นหูดให้แน่น พันทิ้งไว้ 6 วัน หลังจากนั้นแกะพลาสเตอร์ออก แล้วนำส่วนที่เราเป็นหูดล้างน้ำให้สะอาด อาจจะแช่น้ำสักระยะหนึ่งให้บริเวณหูดนิ่มหรืออ่อนตัวลง หลังจากนั้นใช้หินภูเขาไฟ (Pumice stone) หรือที่ตะไบเล็บ ค่อยๆ เอาหูดออกอย่างเบามือ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าหูดจะออกไปหมด ซึ่งอาจจะใช่เวลา 2-3 เดือน แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้ผลกับทุกคนเพราะบางครั้งก็ไม่ต่างไปจากการรักษาวิธีอื่นๆ เลย

สล็อตออนไลน์

ใช้ยาที่ทาเฉพาะที่ เช่น ครีมถนอมผิว เจล ขี้ผึ้ง เพราะครีมเหล่านี้มักมีกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) ซึ่งช่วยในการผลัดเซลล์ผิว นับเป็นการรักษาโดยการลอกผิว เมื่อทาบริเวณที่เป็นหูดก็อาจจะช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังบริเวณนั้นให้หลุดได้ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้สเปรย์แช่แข็งที่ช่วยฆ่าเนื้อเยื่อ
การรักษาโดยแพทย์ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะรักษาโดยการแช่แข็งหูดด้วยไนโตรเจนเหลวเพื่อให้หูดหลุดออกไป หรือการเอาหูดออกด้วยเลเซอร์ การผ่าตัด นอกจากนี้ยังมีการใช้หรือฉีดยาเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันเพื่อที่จะฆ่าเชื้อของไวรัสอีกด้วย
การป้องกันหูด
สวมรองเท้าเสมอเมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ ที่ต้องใช้พื้นที่ร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่น สระว่ายน้ำ ห้องล็อคเกอร์ หรือหอพัก
ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไวรัส HVP ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคหูด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหูด
หากเป็นหูดที่เท้า ควรให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาดเป็นพิเศษ เปลี่ยนถุงเท้ารองเท้าทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค
หากเราเป็นหูดควรใช้พลาสเตอร์ปิดบริเวณที่เป็นหูดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อให้คนอื่น นอกจากนี้ควรทำความสะอาดบริเวณที่เป็นอย่างสม่ำเสมอ

jumboslot

หูดที่ฝ่ามือฝ่าเท้า (Plamar warts and Plantar warts) หูดชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นตุ่มกลม นูนเล็กน้อย ผิวขรุขระ ถูกล้อมรอบไปด้วยผิวหนังที่หนาตัวขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บ (ลักษณะคล้ายกับตาปลามาก แต่จะแยกกันได้ตรงที่หูดเมื่อใช้มีดเฉือนอาจมีเลือดไหลซิบ ๆ และอาจมีอาการเจ็บปวดได้ ส่วนตาปลาจะไม่มี) หูดชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 1 และมีบ้างบางชนิดที่อาจเกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ย่อย 4 ที่มักจะไม่มีอาการเจ็บ และอาจเกิดรวมกันเป็นกลุ่มจนทำให้ดูเป็นหูดที่มีขนาดใหญ่ได้ อาจจะเรียบหรือมีลักษณะนูนเล็กน้อย จนกระทั่งนูนออกมามาก มีผิวขรุขระ หยาบแข็งกว่าหนังธรรมดา เมื่อตัดส่วนยอดของหูดออกแล้วจะเห็นเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ที่อุดตันภายใน และมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ (ในบางครั้งการติดเชื้อหูดอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังเลยก็ได้)

นวทางในการรักษาโรคหูดในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็นการรักษาด้วยยาใช้ภายนอก การผ่าตัดซึ่งก็มีอยู่หลายวิธี และการปล่อยไว้ไม่รักษา เพราะส่วนใหญ่หูดจะสามารถยุบหายไปได้เอง ซึ่งการรักษานี้จะไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุหรือเป็นการฆ่าเชื้อไวรัสที่เป็นต้นตอแต่อย่างใด เพราะในปัจจุบันยังไม่มีตัวยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ แพทย์จึงเน้นการรักษาไปที่ปลายเหตุด้วยการทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นรอยโรค จึงยังอาจทำให้มีเชื้อไวรัสหลงเหลืออยู่ในบริเวณรอบ ๆ ที่ผิวหนังที่เห็นเป็นปกติ ดังนั้นแม้จะเอาหูดและเนื้อเยื่อผิวหนังโดยรอบออกไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าเชื้อหูดจะหมดไป ทำให้มีโอกาสที่โรคนี้จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

slot


ส่วนการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น แพทย์จะประเมินจากหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น ลักษณะของหูด ขนาดและจำนวนของหูด ตำแหน่งที่เกิด อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย รวมทั้งดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปการรักษาหูดก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่

หูดสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ในขณะเดียวก็อาจติดซ้ำได้อีกหรืออาจเกิดขึ้นใหม่จากการที่เชื้อไวรัสเดิมยังคงอยู่ ดังนั้นผู้ที่เป็นหรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นหูดจึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาตั้งแต่ยังเป็นเม็ดเล็ก ๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
หูดในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก จะสามารถยุบหายไปเองได้ แต่อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือนานเป็นปี ๆ โดยผู้ป่วยทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติประมาณ 65% หูดจะยุบหายไปได้เองภายใน 2 ปี ส่วนในเด็กที่เป็นหูดประมาณ 50% หูดจะยุบหายไปภายใน 6 เดือน และประมาณ 90% จะหายไปภายใน 2 ปี แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเกิดการแพร่กระจายของหูดเพิ่มมากขึ้น จึงแนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ยังเป็นน้อย ๆ
การรักษาหูดด้วยตัวเอง สามารถทำได้เองที่บ้าน4
การกระตุ้นแอนติบอดี ด้วยการใช้ก้อนน้ำแข็งถูบริเวณที่เป็นหูดจนรู้สึกชา จากนั้นให้ใช้เข็มฆ่าเชื้อจิ้มลงไปในหูดลึก ๆ หลาย ๆ ครั้ง ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการนำเชื้อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อให้ร่างกายพยายามต่อสู้กับมัน ทำให้หูดหายไปได้ในที่สุด วิธีนี้การนี้อาจได้ผลดีมากสำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีหูดเป็นจำนวนมาก เพราะการจิ้มหูดเพียง 1 ตุ่มบนร่างกายจะช่วยให้ร่างกายพบหูดตุ่มอื่น ๆ และตรงเข้าไปทำลายได้ในทันที
ทาวิตามินซี ให้ใช้วิตามินซี 1 เม็ดนำมาบดแล้วหยดน้ำลงไปเพื่อให้ได้เป็นยาป้ายข้น ๆ จากนั้นให้ทายาลงบนหูดแล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ทิ้งไว้ในช่วงกลางวัน และเมื่อถึงในช่วงกลางคืนให้แกะออกเพื่อให้ผิวได้หายใจ
แอสไพริน ให้ใช้ยาแอสไพริน 2-3 เม็ดนำมาบดให้ละเอียด หยดน้ำลงไปเล็กน้อย แล้วนำยาที่ได้มาป้ายลงบนหูด จากนั้นให้นำปลาสเตอร์ชนิดติดแน่นมาปิดทับทิ้งไว้ 1 คืน (ในยาแอสไพรินจะมีกรดซาลิไซลิกที่ช่วยกัดหูดได้)
เบตาดีน ให้ทาเบตาดีนลงบนหูดแล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ทิ้งไว้เป็นเวลา 1-2 วัน จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนปลาสเตอร์ยา
ยาสีฟัน ให้ทายาสีฟันลงบนหูดแล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ยาชนิดติดแน่น ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน โดยให้ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหูดหายไป
น้ำมันวิตามินอี ให้ฉีกแคปซูลวิตามินอีแล้วถูน้ำมันลงบนหูดเพียงเล็กน้อย แล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ในช่วงเช้า และแกะออกในช่วงกลางคืนเพื่อให้ผิวได้หายใจ
น้ำมันละหุ่ง ให้ทาน้ำมันละหุ่งลงบนหูดโดยใช้สำลีก้านวันละ 2 ครั้ง ซึ่งกรดในน้ำมันละหุ่งจะสามารถกัดกร่อนหูดได้ และใช้ได้ผลดีกับหูดที่มีขนาดเล็กแบนบนใบหน้าหรือหลังมือ
ทีทรีออยล์ ให้ทาทีทรีออยล์ลงบนหูดในปริมาณเล็กน้อย แล้วปิดทับด้วยปลาสเตอร์ โดยให้ทำอย่างน้อยเป็นเวลา 3 สัปดาห์
น้ำมะนาว ให้บีบน้ำมะนาวลงบนหูด แล้วนำหอมใหญ่สดสับมาวางทับไว้ ให้ทำเช่นนี้ประมาณ 30 นาที วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์