เครื่องสำอางที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ

เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงามสมัยนี้มีให้เราเลือกใช้ตั้งมากมายหลายชนิด แต่ถ้าเราใช้มากเกินไปก็อาจกลายสภาพเป็นระเบิดเวลา ที่พร้อมจะทำลายความงามของเราจนย่อยยับในวันหนึ่งวันใดได้ ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะหยิบครีมขึ้นมาทาหน้า หรือเปิดฝาลิปสติกออกมาทาปาก มีข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เติมแต่งความงามพวกนี้มาให้ได้อ่านกัน

เครดิตฟรี

เครื่องสำอาง ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ
1.ไพรเมอร์ (Primer)
ไพรเมอร์ หรือผลิตภัณฑ์เติมความพร้อมให้ผิวหน้าก่อนลงรองพื้นนั้น มักมีส่วนผสมของซิลิโคนที่ช่วยเคลือบผิวหน้าเอาไว้ ทำให้ผิวหน้ารู้สึกนุ่มเนียนและมองเห็นรูขุมขนได้น้อยลง แต่ในขณะเดียวกันก็มักจะดักจับเหงื่อและน้ำมันเอาไว้ ซึ่งอาจทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันและมีสิวปะทุขึ้นมาได้ ฉะนั้นจึงไม่ควรใช้เป็นประจำ เก็บไว้ใช้สำหรับงานสำคัญๆ หรือในเวลาที่ผิวหน้าต้องการตัวช่วยเป็นพิเศษจะดีกว่า นอกจากนี้ก็ต้องไม่ลืมใช้เคลนเซอร์ดีๆ ที่สามารถทำความสะอาดซิลิโคนออกไปได้อย่างหมดจดด้วย จะได้ไม่มีอะไรตกค้างให้เกิดปัญหาผิวหน้าในภายหลัง

2.เรตินอล (Retinol)
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของเรตินอล เป็นอะไรที่แพทย์ผิวหนังให้การยอมรับว่าช่วยลดเลือนริ้วรอยอย่างได้ผล ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสูตร และมีวางจำหน่ายอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ถ้าใครซื้อแบบที่วางขายโดยทั่วไปมาใช้เอง ก็อาจต้องระมัดระวังซะหน่อยนะ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จะมีผลข้างเคียง อย่างเช่น รอยแดงและผิวลอกเกิดขึ้นได้ ฉะนั้น ผู้ที่มีผิวแห้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรใช้แบบไม่เกินร้อยละ 0.5 สัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้งก็พอ ซึ่งทางที่ดีควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ด้วย

สล็อต

3.แชมพูแบบทำความสะอาดได้ล้ำลึก
สาวๆ หลายคนมักชอบใช้แชมพูแบบที่ช่วยทำความสะอาดได้ล้ำลึก เพื่อช่วยขจัดสารพิษหรือสารตกค้างต่างๆนานาออกไปจากเส้นผม ซึ่งช่วยทำให้เส้นผมกลับมาดูมีชีวิตชีวา ไม่ดูหม่นหมองเหมือนเดิม แชมพูชนิดนี้มักมีส่วนผสมของสารคีเลต (Chelating Agent) ที่ช่วยขจัดสารตกค้างต่างๆออกไปได้ในคราวเดียว แต่ถ้าเราใช้บ่อยเกินไป สารทำความสะอาดชนิดนี้ก็จะทำลายน้ำมันและความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ออกไปจากเส้นผมและหนังศีรษะด้วย ส่งผลให้เส้นผมดูแห้งกรอบและหักขาดง่าย จึงควรใช้แค่เดือนละสองหนเป็นอย่างมาก หรือถ้าจำเป็นจริงๆก็อาจเป็นสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

4.แปรงทำความสะอาดผิวหน้า
สมัยนี้ผู้หญิงมักมีตัวช่วยเวิร์คๆ มาช่วยในการดูแลผิวอยู่มากมายก่ายกอง รวมทั้งเครื่องมือที่ช่วยในการทำความสะอาดผิวอย่างแปรงไฟฟ้าด้วย แปรงชนิดนี้ช่วยให้สาวๆ หลายคนรู้สึกว่าผิวหน้าสะอาดหมดจด ซึ่งต่างจากการล้างหน้าด้วยมือตัวเองเยอะ แต่ก็มีงานวิจัยระบุออกมาด้วยนะว่า หัวแปรงล้างหน้าถึงแม้จะเป็นแบบซอฟท์ ก็ยังอาจส่งผลให้เกิดสิว อาการผิวแห้ง อักเสบ หรือกระตุ้นให้เกินโรคผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงินโรซาเซีย และผื่นแพ้เรื้อรังขึ้นมาได้ ถ้าใช้แค่สัปดาห์ละสองสามครั้ง ก็ไม่ไม่อะไรหรอกนะ แต่อย่าใช้เป็นประจำทุกวัน

สล็อตออนไลน์

5.ลิปจิ้มจุ่มเนื้อแมตต์
ลิปสติกสูตรใหม่นี้มีเม็ดสีแน่นเอียด และยึดเกาะกับริมฝีปากได้อย่างมีพลังมาก น่าจะมีพลังมากที่สุดในหมู่มวลลิปสติกทั้งหมดนั่นแหละ ซึ่งส่วนผสมที่มีพลังพวกนี้มักจะทำให้เกิดผลข้างเคียง อย่างเช่น ปากแห้งขึ้นมาด้วย ยิ่งเป็นอะไรที่ล้างออกยาก ก็ยิ่งทำให้ปากแห้งเป็นทวีคูณ แต่ถ้าคุณใช้น้ำมันมะพร้าวก็จะช่วยให้ล้างออกได้ง่ายขึ้น คุณควรใช้ลิปสติกชนิดนี้แค่วันเว้นวัน โดยปล่อยให้ริมฝีปากเปือยเปล่า หรือใช้แต่ลิปบาล์มชนิดเจือสี เพื่อให้ปากได้มีโอกาสพักบ้าง

6.คอนดิชันเนอร์
สาวๆ สมัยนี้มักไม่ค่อยมีเวลาในการอาบน้ำสระผมในตอนเช้า ส่วนใหญ่จึงใช้วิธีชโลมคอนดิชันเนอร์ตั้งแต่โคนจรดปลาย แล้วล้างออกแบบรีบๆ ส่งผลให้คอนดิชันเนอร์อาจเกิดการตกค้างอยู่บนเส้นผม ซึ่งนอกจากจะทำให้ผมลีบแบนแล้ว ยังทำให้ผมเสียในระยะยาวด้วย จึงควรใช้ให้ถูกต้อง โดยหลังสระผมเสร็จแล้ว ก็มัดเป็นหางม้าต่ำๆ แล้วทาคอนดิชันเนอร์เฉพาะในส่วนที่เป็นหางม้า โคนผมจะได้ไม่มันจนเกินไป จากนั้น ก็ล้างน้ำออกโดยใช้เวลาหนึ่งนาทีเต็มๆ

jumboslot

7.แชมพูแห้ง
การใช้ดรายแชมพู หรือชมพูแห้งมาเกินไปจะทำให้เกิดการตกค้างอยู่บนเส้นผมและหนังศีรษะ ซึ่งทำให้ขจัดออกไปได้ยากขึ้น ถ้าใช้แค่แชมพูตามปกติ และถ้าเกิดการตกค้างมากขึ้น ก็จะทำให้หนังศีรษะสัมผัสกับออกซิเจนได้น้อยลง ส่งผลให้หนังศีรษะขาดอากาศหายใจ เลยทำให้เส้นผมเกิดการหลุดร่วงและงอกช้าลง สุดท้ายก็หยุดการงอกอย่างถาวร ฉะนั้นจึงไม่ควรใช้เกินสัปดาห์ละครั้ง และควรทำความสะอาดหลังใช้ให้ดีด้วย

8.สครับหรือผลิตภัณฑ์ขัดผิว
สครับบางชนิดอาจจะใช้ผงขัดที่เป็นอันตราย ทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวได้ ซึ่งบางครั้งทำให้ผิวอ่อนแอจนติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย ไวต่อแสงแดด หรือเกิดจุดด่างดำ และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือเกิดรอยแผลเป็นจากการสครับ ฉะนั้นจึงควรเลือกใช้ให้ดี และควรใช้แค่สัปดาห์ละสองถึงสามครั้งเท่านั้น ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ควรให้ผู้เชี่ยวชาญทำให้ดีกว่า

slot

โรคติดต่อ จากการใช้เครื่องสำอางร่วมกัน
การใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องสำอางสำหรับทดลองที่ใช้ตามเคาน์เตอร์ ที่อาจไม่ได้รับการดูแลรักษาความสะอาดดีพอ จนเกิดปัญหาเครื่องสำอางปนเปื้อน อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดดรคติดต่อ เช่น

โรคตาแดง
ดวงตาและบริเวณรอบดวงตา ถือเป็นส่วนที่บอบบางอย่างมาก เครื่องสำอางสำหรับตกแต่งดวงตา เช่น อายไลเนอร์ อายแชโดว์ มาสคาร่า แม้กระทั่งอุปกรณ์แต่งหน้าอย่างที่ดัดขนตา ขนตาปลอม หรือแปรงแต่งตา ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องรักษาความสะอาดให้ดี และใช้อย่างระมัดระวัง ยิ่งหากสาว ๆ ใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องสำอางของเพื่อนสนิท หรือการทดลองใช้เครื่องสำอางฟรีตามเคาท์เตอร์ ก็ล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อ อย่างโรคตาแดงได้ทั้งสิ้น

โรคตาแดงเป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียและไวรัส สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางการสัมผัส หรือการใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ที่เป็นโรค โดยอาการของโรคตาแดงที่พบได้ทั่วไป คือ ตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือสีแดง เนื่องจากเยื่อบุตาติดเชื้อจนทำให้เกิดการอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มต้น คือ รู้สึกเคืองตา เจ็บตา มีเมือกใสในดวงตา ตาแดง คันตา หากโรคตาแดงที่เป็นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีขี้ตามากกว่าปกติ ทำให้อาจลืมตาไม่ขึ้นเมื่อตื่นนอนตอนเช้าเพราะขี้ตาทำให้เปลือกตาบนและเปลือกตาล่างติดกัน

อาการของโรคตาแดงจะสามารถหายไปเองได้ใน 4-7 วัน โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคตาแดงต้องหมั่นหยอดตา รักษาความสะอาดด้วยการล้างมือสม่ำเสมอ และเลี่ยงการสัมผัสดวงตาเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

สำหรับผู้ที่เป็นโรคติดต่ออย่างตาแดง หากจำเป็นต้องแต่งหน้า ควรรักษาความสะอาดของเครื่องสำอางและอุปกรณ์ให้ดี หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากแบคทีเรียและไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตาแดงสามารถแพร่กระจายไปสู่บุคคลอื่นได้ง่ายผ่านเครื่องสำอาง โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ใช้ตกแต่งดวงตา