เยียวยาหน้ามันด้วยวิธีธรรมชาติ

ผิวมัน หน้ามัน เป็นปัญหากวนใจสาวๆ หลายคน นอกจากจะเป็นสาเหตุของการเกิดสิวแล้ว ผิวมันยังทำให้เครื่องสำอางหลุดร่อนได้ง่าย แต่งหน้าได้ไม่สวย แถมต้องคอยใช้กระดาษซับความมันตลอดเวลา ถึงแม้ผิวมันจะเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของผิว ที่ไม่อาจทำให้หายไปได้ แต่ก็มีหลายวิธีการที่ช่วยรับมือกับความมันของผิว เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับความสวยความงาม ลองมาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง ในบทความนี้

เครดิตฟรี

สาเหตุของผิวมัน
ผิวมัน หน้ามัน เป็นผลมาจากการผลิตซีบัม (Sebum) ที่มากเกินไปของต่อมไขมัน ซึ่งต่อมไขมันจะอยู่ใต้ผิวหนัง ซีบัมเป็นไขมันที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว นอกจากนี้ยังช่วยรักษาให้เส้นผมเงางามและสุขภาพดี แต่การมีซีบัมมากเกินไปบนผิวหน้าจะส่งผลให้ผิวมัน ซึ่งทำให้รูขุมขนอุดตันและเป็นสิว

นอกเหนือจากนี้ปัจจัยที่ทำให้ต่อไขมันเพิ่มการผลิตซีบัม ได้แก่ พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความร้อนหรือความชื้นมากเกินไป รวมถึงความเครียด ต่างก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวผลิตไขมันมากขึ้น และส่งผลให้ผิวแลดูมันมากยิ่งขึ้น

วิธีดูแลผิวมัน
ทำความสะอาดผิวหน้าให้ถูกวิธี
การทำความสะอาดหน้าเป็นประจำจะช่วยลดความมันบนผิวหน้า คุณควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ปราศจากสารที่สร้างความระคายเคืองให้กับผิว เช่น น้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ หรือสารเคมีที่รุนแรงเนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ผิวมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวยิ่งมันขึ้นไปอีก นอกจากนี้ก็ไม่ควรทำความสะอาดผิวบ่อยจนเกินไป เพราะก็จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างน้ำมันขึ้นมาเพื่อปกป้องผิว และทำให้ผิวกลับยิ่งมันขึ้นอีกเช่นกัน
ซับหน้าอย่างอ่อนโยน
หลังทำความสะอาดใบหน้า ควรซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ อย่า “ถู” ผิวหน้ารุนแรงเกินไป เพรายิ่งคุณทำให้ผิวระคายเคืองมากเท่าใด ผิวก็จะปกป้องตัวเองด้วยการสร้างน้ำมัน ซึ่งเป็นปราการปกป้องผิวตามธรรมชาติให้มากขึ้นไปอีก
อย่าลืมให้ความชุ่มชื้น

สล็อต

หลายคนมักจะกลัวว่าการใช้มอยส์เจอไรเซอร์จะทำให้ผิวมันมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะถึงแม้ผิวจะผลิตน้ำมันออกมากมากเกินไป แต่ผิวมันก็ยังคงต้องการความชุ่มชื้นเช่นเดียวกับผิวประเภทอื่น แต่ควรต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นที่เหมาะสม นั่นก็คือให้ความชุ่มชื้นโดยไม่เพิ่มความมัน ด้วยการใช้มอยส์เจอไรเซอร์แบบปราศจากน้ำมัน (oil-free)นอกจากนี้ยังควรให้แน่ใจว่ามอยสเจอไรเซอร์ที่คุณเลือกใช้นั้น ไม่มีส่วนผสมที่ทำให้ผิวระคายเคือง ซึ่งจะกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น
ดูแลผิวเพิ่มเติมด้วยการขัดลอกเซลล์ผิวและมาส์ก
การดูแลผิวเพิ่มเติม เช่น การขัดลอกเซลล์ผิวหรือการมาส์กหน้า ก็ให้ประโยชน์แก่ผิวมันได้เช่นกันกับผิวประเภทอื่น แต่หัวใจสำคัญก็คือ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผิว ไม่ควรเลือกใช้สครับที่มีเม็ดขัดหยาบเกินไป หรือมีส่วนผสมที่ออกฤทธิ์แรง

ถึงแม้การผลัดเซลล์ผิวจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวมัน แต่ก็ไม่ควรขัดผิวบ่อยจนเกินไป ควรเว้นช่วงการขัดผิวอย่างน้อยสองวันหรือสามวัน นั่นก็คือ ไม่ควรขัดผิวหน้าบ่อยเกินกว่าสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ในขณะที่มาส์ก ซึ่งเดี๋ยวนี้ออกแบบมาให้ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง คุณอาจสามารถใช้ได้บ่อยกว่า ขึ้นอยู่กับประเภทของมาส์ก ถ้าเป็นมาส์กแบบให้ความชุ่มชื่นหรือปลอบประโลมผิว (ควรเลือกชนิดที่ออกแบบมาสำหรับผิวมันเสมอ และไม่ควรเลือกชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์) คุณสามารถใช้ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ แต่มาส์กประเภทดูดซับความมันหรือลดความมัน ไม่ควรใช้บ่อยจนเกินไป เพราะก็จะยิ่งกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมาเพื่อตอบโต้การลดลงมากเกินไปของน้ำมันบนผิว

สล็อตออนไลน์

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการดูแลผิวประจำวันสำหรับผิวมันก็คือ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับผิวมัน และควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวมากที่สุดนั่นเอง

ดูแลผิวมันด้วยส่วนผสมธรรมชาติ
นอกจากผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้ตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางแล้ว สาวผิวมันอาจเลือกใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเหล่านี้ในการดูแลผิวเพิ่มเติม

น้ำผึ้ง
น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และสามารถฆ่าเชื้อโรค รวมถึงยังเป็นสารที่ช่วยดูดซับน้ำ (Humectants) เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวตามธรรมชาติอีกด้วย โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2011 รายงานว่า น้ำผึ้งธรรมชาติมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และฆ่าเชื้อโรคการพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งเป็นเวลา 10 นาทีจะช่วยลดสิว และลดความมันของผิว รวมถึงช่วยทำให้ผิวนุ่มขึ้นด้วย สำหรับวิธีการง่ายๆ ในการใช้น้ำผึ้งเพื่อดูแลผิวมันก็คือ ทาน้ำผึ้ง (ควรเลือกน้ำผึ้งธรรมชาติ) ให้ทั่วหน้า เว้นรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ราว 10 นาทีจนนน้ำผึ้งแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ไข่ขาวกับมะนาว
งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2008 ชี้ว่า น้ำมะนาวมีความสามารถในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และการใช้น้ำมะนาวกับไข่ขาวจะช่วยในการดูดซับความมันบนผิวได้ แต่ผู้ที่แพ้ไข่ขาวไม่ควรใช้วิธีนี้ เพราะถึงแม้จะไม่ได้มีการรับไข่ขาวเข้าไปในร่างกาย แต่น้ำมะนาวอาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ของผิวได้สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการแพ้คุณอาจลองใช้มาส์กไข่ขาวและมะนาว เพื่อดูดซับความมันบนผิวหน้าดังนี้ ผสมไข่ขาวจากไข่ 1 ฟอง และน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ทาให้ทั่วใบหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตา และรอจนกระทั่งมาส์กแห้ง ล้างออกด้วยน้ำอุ่น และซับหน้าให้แห้ง
ว่านหางจระเข้

jumboslot

งานวิจัยในปี 2014 ให้ข้อมูลว่าว่านหางจระเข้สามารถเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ที่ช่วยรักษาสิวและผิวมันได้ นอกจากนี้งานวิจัยยังแนะนำว่าผลิตภัณฑ์ควรมีส่วนผสมของว่านหางจระเข้อย่างน้อย 10% เพื่อเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีประสิทธิภาพว่านหางจระเข้ เป็นที่รู้จักว่าช่วยในการปลอบประโลมผิวไหม้แดด และปัญหาผิวอื่นๆ หลายคนใช้ว่านหางจระเข้เพื่อรักษาปัญหาผิวมันคุณสามารถทาว่านหางจระเข้บางๆ ลงบนผิวหน้า ก่อนเข้านอน และปล่อยไว้จนกระทั่งตอนเช้า ว่านหางจระเข้อาจเป็นเหตุให้เกิดการแพ้ในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ถ้าคุณไม่เคยใช้ว่านหางจระเข้มาก่อน ให้ลองเอาว่านหางจระเข้มาแต้มในปริมาณที่น้อยเพื่อทดสอบอาการแพ้ หากไม่มีปฏิกิริยาภายในเวลา 24-48 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าคุณสามารถใช้ว่านหางจระเข้ได้
มะเขือเทศ
มะเขือเทศมีกรดซาลิไซลิก ซึ่งจะช่วยดูดซับความมันส่วนเกินบนผิว และช่วยทำให้รูขุมขนไม่อุดตัน การใช้มะเขือเทศเพื่อลดความมันบนผิว อาจใช้มะเขือเทศสด หั่นเป็นแผ่นบางๆ และวางลงบนผิวหน้าโดยตรง ทิ้งไว้สักพัก แล้วจึงเอาออกและล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดคุณอาจใช้สูตรมาส์กมะเขือเทศต่อไปนี้ เพื่อการขัดลอกเซลล์ผิวแบบอ่อนโยน ผสมน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา กับเนื้อมะเขือเทศ 1 ลูก นำส่วนผสมมาทาบนใบหน้า โดยทาวนให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 5 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ถึงจะมาจากธรรมชาติ..ก็ต้องระวัง
วิธีธรรมชาติในการรับมือกับผิวมันอาจได้ผลกับใครหลายคน แต่วิธีธรรมชาติส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจัง การใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติอย่าง น้ำผึ้ง ไข่ขาวและน้ำมะนาว ว่านหางจระเข้ และมะเขือเทศ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการแพ้ ถ้าใช้วิธีทางธรรมชาติในการดูแลผิวมัน แล้วเกิดอาการแพ้ ให้หยุดใช้ทันที และควรปรึกษาแพทย์เรื่องผิวมันต่อไป

slot

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิตามินดี ต่อผิวหนัง
การบริโภควิตามินดีให้เพียงพอ จะช่วยในการลดสิว และช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น และเปล่งประกายมากขึ้น สาวๆ หลายคนมักจะกลัวแสงแดด นอกความร้อนแล้วยังทำให้ผิวสวยๆ ของเราหมองคล้ำ และแสงแดดยังเป็นตัวการที่อาจทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยทั้งหลาย และโรคมะเร็งที่มาพร้อมกับรังสียูวี

อย่างไรก็ตาม การสัมผัสกับแสงแดดน้อยเกินไป ก็อาจสามารถทำให้เกิดผลร้าย ที่รุนแรงต่อผิวของเราได้ เช่น ทำให้ผิวหมองคล้ำ ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินดียังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ลดโอกาสในการเกิดสิวอักเสบได้อีกด้วย

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิตามินดี ต่อสุขภาพ
หากปราศจากวิตามินดีร่างกายของเราก็จะไม่สามารถดูดซึม แคลเซียม ได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม คุณควรที่จะทำให้ระดับของแคลเซียมในเลือดนั้นให้มีความสมดุล เพื่อให้หัวใจและระบบประสาท สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม ร่างกายของเราจะปล่อยฮอร์โมนที่เรียกว่า พาราไทรอยด์ (parathyroid) ซึ่งช่วยดึงดูดแคลเซียมออกจากกระดูก ตามที่ร่างกายต้องการ

เมื่อเวลาผ่านไป ความหนาแน่นของแคลเซียมในกระดูกจะลดลง ทำให้กระดูกมีแนวโน้มที่จะหักได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์ยังได้ค้นพบหลักฐาน ที่เชื่อมโยงระหว่างภาวะขาดวิตามินดี กับโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาการปวดกล้ามเนื้อ และ โรคมะเร็งเต้านมมะเร็งลำไส้ใหญ่มะเร็งต่อมลูกหมากมะเร็งรังไข่ เป็นต้น